...คิดดี...ทำดี...พูดดี...ผลดี...
... กัลยาณะการี  กัลยาณัง  ปาปะการี  จะ  ปาปะกัง  ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ...
 

ยินดีต้อนรับเข้าสู่
www.suta125.com

หากยามใด..เหนื่อยล้า..ระอาจิต
 โปรดจงคิด..ถึงที่นี่..มีหลากหลาย
หลักธรรมะ..รักษาใจ..มีมากมาย
             เพื่อผ่อนคลาย..เพื่อปลงจิต..ให้คิดตาม
                                                                                                      ธรรมโอสถ

 
 



...ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนหรือทรมานสัตว์
...ไม่ลักทรัพย์ ไม่เอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้
...ไม่ประพฤติผิดในบุตรภรรยาสามีของผู้อื่น
...ไม่พูดโกหกส่อเสียดทิ่มแทงให้เขาเสียใจ
...ไม่ดื่มสุรามึนเมา ไม่เสพยาเสพติดให้โทษ

อุบาสก อุบาสิกา ท่านใด ปฏิบัติได้เช่นนี้ย่อมทำให้กาย วาจา เป็นปกติ ไม่มีความเดือดร้อน พบแต่สิ่งที่ดีงาม ประสบแต่
ความสุขความเจริญทั้งในภพนี้และภพหน้า
 


ภาวนาจิต..
ชีวิตควรตั้งไว้ในความไม่ประมาท

...วัน..เวลา..ผ่านไป
...โดยไม่..ย้อนกลับ..ลับหาย
...สรรพสัตว์..ล้วนแก่..เจ็บตาย
...ทิ้งไว้..ความดี..ที่ทำ

 


ชีวิต..เกิดขึ้น..ตั้งอยู่..ดับไป

โลกธรรมแปดประการ

(ธรรมที่เป็นไปตามโลก)

มีลาภ..เสื่อมลาภ

มียศ..เสื่อมยศ

มีสุข..มีทุกข์

มีสรรเสริญ..มีนินทา

การประสบเรื่องเช่นนี้
ถือเป็นโลกธรรม

 

ธรรมะสอนใจในยามท้อแท้    ฟังแล้ว..ชมแล้ว..วางให้ลง
ชีวิตก็เป็นอย่างนี้                    ฟังแล้ว..ชมแล้ว..ปลงให้เป็น

 
พุทธศาสนสุภาษิต
อัตตา หะเว ชิตัง เสยโย           ชนะตนนั่นแหละเป็นดี
อัตตา หิ กิระ ทุทุทโม                  ได้ยินว่าตนแลฝึกได้ยาก
อัตตา สุทันโต ปุริสัสสะ โชติ     ตนที่ฝึกดีแล้วเป็นแสงสว่างของบุรุษ
อัตตา หิ อัตตะโน นาโถ           ตนแลเป็นที่พึ่งของตน
อัตตา หิ อัตตะโน คติ              ตนเทียวเป็นคติของตน
อัตตา หิ ปะระมัง ปิโย              ตนแลเป็นที่รักยิ่ง
นัตถิ อัตตะสะมัง เปมัง                ความรักอื่นเสมอด้วยตนไม่มี
อัตตะนา วะ กะตัง ปาปัง อัตตะนา สังกิลิสสะติ ตนทำบาปเองย่อมเศร้าหมองเอง
อัตตัตถะปัญญา อะสุจี มนุสสา  มนุษย์ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตนเป็นคนไม่สะอาด
อัตตานัง ทะมะยันติ ปัณฑิตา   บัณฑิตย่อมฝึกตน
อัตตานัง ทะมะยันติ สุพพะตา   ผู้ประพฤติดี ย่อมฝึกตน
อัตตานัง หิ สุทันเตนะ นาถัง ละภะติ ทุลละภัง  ผู้มีตนฝึกดีแล้วย่อมได้ที่พึ่ง
                                                                         ซึ่งได้ยาก
โย รักขะติ อัตตานัง รักขิโต ตัสสะ พาหิโร
                                            ผู้ใดรักษาตนได้ ภายนอกของผู้นั้นก็เป็นอันรักษาด้วย
อัตตานัญเจ ปิยัง ชัญญา รักเขยยะ นัง สุรักขิตัง
                                                  ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็ควรรักษาตนนั้นให้ดี

 

พระคาถาชินบัญชร
 
ท่านเคยสวดพระคาถา
ชินบัญชรไหม ถ้าเคยสวดหรือสวดเป็นประจำอยู่แล้ว
ก็ขออนุโมทนา สาธุ
แต่ถ้าไม่เคยสวด ขอเรียนเชิญท่านลองสวดดูวันละครั้งก่อนนอน หรือแล้วแต่โอกาส
แล้วท่านจะรู้สึกว่าชีวิตท่านมีการเปลี่ยนแปลงในทาง
ที่ดีขึ้น
 
 
 
วันนี้เรา..ยังมี..ชีวีอยู่                 กำหนดรู้..วันหน้า..ต้องอาสัญ
ช้าหรือเร็ว..เท่านั้น..ที่ต่างกัน      ความสำคัญ..อยู่ที่..มีเมตตา
ให้ความรัก..เกื้อกูล..ต่อกันไว้      มีน้ำใจ..ต่อกัน..ทุกวันหนา
คิด-ทำ-พูด..แต่สิ่งดี..ทุกเวลา     อีกไม่ช้า..จากกันไป..ไม่มีเจอ   
(มรณสติ)
 

เพราะรักมาก..หวังมาก..จึงเสียใจมาก  ลองปล่อยวางดู แล้วจะรู้สึกดีขึ้น..

สิ่งใดได้มาโดยง่าย..มักไม่เห็นคุณค่า

สิ่งที่มีมากไป..มักไม่เห็นคุณค่า

สายพิณที่ตึงเกินไป..ก็ขาด หย่อนเกินไป ก็ฟังไม่ไพเราะ ทางสายกลางเป็นดีที่สุด

ทศพิธราชธรรม10 ประการ   มองแต่แง่ดีเถิด  
   
   
   
   
   
มนุษย์เรา..มีกรรม..ตัวกำหนด
มิอาจลด..หรือเพิ่ม..เติมดังหวัง
อยากได้ดี..ทำดี..นี่จีรัง
อยากจะพัง..ทำชั่ว..มัวเมาเพลิน
พุทธองค์..ทรงสอน..เวไนยสัตว์
ปรมัตถ์..ธรรมา..น่าสรรเสริญ
ทำกรรมดี..เว้นชั่ว..ตัวเจริญ
จิตใจเพลิน..สว่างธรรม..นำวิญญา

 
ขอขอบคุณกาลเวลา
นำพาทุกอย่างผ่านผัน
ทั้งดีร้ายมีครบครัน
ผ่านมันไปได้ด้วยดี
สติมาก่อนทุกอย่าง
บางครั้งอาจไม่สุขี
มุ่งมั่นทำแต่ความดี
ให้มีหลักธรรมนำทาง
 
   
เราทั้งหลาย..ต่างดิ้นรน..ทนความทุกข์
เพื่อความสุข..สมหวัง..ดังปรารถนา
เกือบจะค่อน..ชีวิตแล้ว..ที่ผ่านมา
ไม่เห็นว่า..จะสมหวัง..ดังอยากเป็น
นั่นเป็นเพราะ..เรามี.."ตัณหา" อยาก
พอมีมาก..ก็อยากต่อ.."พอ" ไม่เห็น
ลองหยุดคิด..หยุดอยาก..ไม่ลำเค็ญ
พอให้เป็น..ปลงให้ได้..ใจอิ่มเอม
 
   
   
   
 
 
 
 
 
 
 
 
  ..อันชีวิต..คนเรา..นั้นแสนสั้น
  ..จะห้ำหั่น..กันไป..ถึงไหนหนอ
  ..อภัยกัน..แล้วอยู่..อย่างเพียงพอ
  ..ฤาจะรอ..ย่อยยับ..จนอับปาง
   
   
   
   
   
   
   
   
  ใจเอย..
...เจ้าอย่าท้อ..ถอยเลย..แม้เคยเจ็บ
...ถึงถูกเหน็บ..ดูแคลน..อย่าแค้นเขา
...นึกเสียว่า..เขาหวังดี..ต่อตัวเรา
...อย่ามัวเศร้า..ดวงจิต..ให้คิดปลง
...ไม่มีใคร..อยากเห็นใคร..ดีไปกว่า
...ถูกนินทา..ว่าร้าย..ให้คนหลง
...สมาธิ..ให้แน่วแน่..และมั่นคง
...อย่าพะวง..เรื่องนินทา..อย่าบ้าตาม
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
  บทสวด

อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา    พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์
                                                         บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง
                                                         ทั้งหลาย ได้ตรัสรู้ถูกถ้วนดีแล้ว

อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง
อะภิปูชะยามิ                             ข้าพเจ้าบูชา ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
                                                         ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้
ตัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ            (กราบ)

สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม         พระธรรมคือศาสนา อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
                                                        แสดงไว้ดีแล้ว
อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ธัมมัง
อภิปูชยามิ                               ข้าพเจ้าบูชา ซึ่งพระธรรมเจ้านั้น ด้วยเครื่อง
                                                        สักการะเหล่านี้
ตัง ธัมมัง อะภิวาเทมิ                   (กราบ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ หมู่พระสงฆ์ผู้เชื่อฟัง ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
                                                         ปฏิบัติดีแล้ว
อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง สังฆัง อภิปูชะยามิ ข้าพเจ้าบูชา ซึ่งพระสงฆเจ้านั้น ด้วยเครื่อง
                                                         สักการะเหล่านี้
ตัง สังฆัง อะภิวาเทมิ                   (กราบ)

 

 
 

 

ธรรมะสอนใจ เรื่อง พระมหาโมคคัลลานะ

...ในอดีตกาล บุรุษคนหนึ่งในเมืองพาราณสี เชื่อคำของภรรยา ต้องการจะฆ่ามารดาบิดาของตน นำท่านทั้งสองไปด้วยยานน้อย ในเวลาถึงกลางดง จึงกล่าวว่า "พวกโจรอยู่ ณ ที่นี้ ฉันจักลงไป" จึงวางเชือกไว้ในมือของบิดา ลงไปทำอาการดุจพวกโจรตั้งขึ้นแล้ว โดยมารดาบิดาท่านทั้งสองนั้น เว้นจากการเห็นลูก เพราะเป็นผู้เสียจักษุ จำบุตรไม่ได้ จึงคร่ำครวญเพื่อประโยชน์แก่บุตรอย่างเดียวว่า "ลูก พวกโจรชื่อโน้นกำลังฆ่าเราทั้งสอง เจ้าจงหลีกไปเสีย" เขาคิดว่า "มารดาบิดานี้ถูกเราโบยอยู่ ยังคร่ำครวญเพื่อประโยชน์แก่เราฝ่ายเดียว เราทำกรรมไม่สมควร ดังนี้แล้ว ปลอบท่านทั้งสอง นวดมือและเท้า พูดว่า "แม่และพ่อ โจรหนีไปแล้ว" จึงนำกลับมายังเรือนของตนตามเดิมอีก ด้วยกรรมนั้น เขาไหม้ในนรกสิ้นเวลาช้านาน ด้วยเศษวิบาก ถูกโจรทุบให้ละเอียดแล้วถึงความตายตลอด ๑๐๐ อัตตภาพ ในอัตตภาพที่สุด เป็นพระมหา
โมคคัลลานะ ถูกพวกโจรประหารด้วยกำลังแห่งกรรมนั่นแล ปรินิพพานแล้ว...

(เรื่องพระมหาโมคคัลลานะ มาในอรรถกถาสรภังคชาดก มังคลัตถทีปนี แปล เล่ม ๒ หน้า ๒๒๔ - ๒๒๕)

คำสอนของพ่อแม่

พ่อบอกว่า การทำงานต้องอดทน อดทนต่อทุกสิ่งอย่างที่ถลาโถมเข้ามา ต้องใช้ความอดทนให้มาก อดทนอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีสติด้วย ต้องใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาในทุกเรื่อง และก็จริงอย่างพ่อว่า
ขอบพระคุณครับพ่อ

แม่มักจะคอยบอกเสมอว่า ทำอะไรอย่าให้ห่างไกลธรรมะ เพราะธรรมะจะช่วยคุ้มครองเรา เราจะไม่เดือดร้อนหากปฏิบัติตาม ฟังดูเผินๆดูเหมือนเป็นคำพูดธรรมดาๆ แต่พอไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน กลับพบว่าถ้อยคำที่แม่สอนนั้นเป็นจริงและลึกซึ้งกว่าที่คิด
ขอบพระคุณครับแม่

เรื่อง สุวรรณสามดาบส

...ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เป็นดาบสชื่อ สุวรรณสาม อยู่ในอาศรมที่ท้าวสักกะ
ประทาน ใกล้ฝั่งแม่น้ำชื่อ มิคสัมมตาในกรุงพาราณสี ปรนนิบัติมารดาบิดาของตน
ผู้มีจักษุบอดโดยเคารพ

ในกาลนั้น พระราชาในกรุงพาราณสีพระนามว่า ปิลยักษ์ ทรงมอบราชสมบัติแก่
พระมารดาด้วยความโลภในเนื้อมฤค พระองค์เดียวเท่านั้นเสด็จไปสู่ป่าหิมพานต์
ทรงฆ่าเนื้อทั้งหลายแล้วเสวยเนื้อพลางเสด็จเที่ยวไปถึงที่นั้น ทรงพบรอยเท้าเนื้อ
ที่ท่าตักน้ำดื่มของสามดาบส ทรงทำซุ้มด้วยกิ่งไม้ซ่อนพระองค์อยู่แล้ว ทรงเห็น
สามดาบสอันหมู่มฤคแวดล้อมมาอาบน้ำแล้วกลับไปในเวลาเย็นจึงยิงด้วยลูกศร
อันกำซาบด้วยยาพิษ พระโพธิสัตว์ล้มลง นอนสอดหาบุคคลผู้ทำผิดได้กล่าววาจา
อันอ่อนหวาน

พระราชาทรงสดับวาจานั้น ทรงดำริว่า "ผู้นี้ แม้ถูกเรายิงล้มลงแล้วยังไม่ด่าไม่บริภาษเรา กลับร้องเรียกด้วยถ้อยคำอันน่ารักดังนี้แล้ว เสด็จไปยังที่ใกล้สามดาบสนั้น เห็นสามดาบสนั้นประสพทุกข์แล้ว พระองค์เองทรงกรรแสง

ในกาลนั้น เทพธิดาผู้อยู่ประจำเขาคันธมาทน์ชื่อ วนธรี เคยเป็นมารดาของ
พระโพธิสัตว์ในอัตตภาพที่ ๗ รู้เหตุนั้นแล้วคิดว่าถ้าเราจักไม่ไป ณ ที่นั้นไซร้ พ่อสามบุตรของเราจักตาย เมื่อเขาตายแล้ว มารดาบิดาของพ่อสามก็จักไม่มีอาหารซูบผอมตาย แม้พระราชาก็จักมีพระหฤทัยแตกสวรรคต แต่เมื่อเราไปแล้ว พระราชาจะเสด็จไปสู่อาศรม นำมารดาบิดาของพ่อสามมา มารดาบิดาของพ่อสามนั้นมาแล้ว จักทำ
สัจจกิริยา ถึงเราก็จักทำ บุตรของเราจักได้ (รอด) ชีวิตด้วยอาการอย่างนี้ แม้มารดาบิดาของเราก็จักกลับได้จักษุ แม้พระราชาจักทรงสดับเทศนาของพ่อสามแล้วเสด็จไปสู่พระนคร ทรงทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ครองราชสมบัติโดยธรรม แล้วจักเกิดขึ้นในสวรรค์ ดังนี้แล้ว ไป ณ ที่นั้น มีกายไม่ปรากฎ ยืนอยู่ในอากาศ กล่าวว่า มหาราชเจ้า พระองค์ทรงเลี้ยงมารดาบิดาของพ่อสามทั้ง ๒ ผู้มีจักษุบอดนั้นเหมือนพ่อสามเถิด เมื่อเป็นเช่นนั้น พระองค์จักไปสุคติ

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว เสด็จไปยังอาศรม เพื่อบำรุงมารดาบิดาของสามดาบสนั้น ตรัสบอกเรื่องราวนั้นทั้งหมด เมื่อมารดาบิดาของสามดาบสทูลว่า มหาราชเจ้า ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์โปรดนำข้าพระองค์ทั้ง ๒ ไป ณ ที่นั้นด้วยเถิด ได้ทรงทำอย่างนั้นแล้ว

มารดาบิดาของสามดาบสนั้นมาแล้ว ได้ทำสัจจกิริยาด้วยคาถา ๗ คาถาอาทิว่า

"พ่อสามนี้มีปกติประพฤติธรรมในกาลก่อนด้วยสัจจะใด ด้วยการกล่าวสัจจะนั้น
ขอยาพิษในกายของพ่อสาม จงสูญหาย" 

สามดาบส นอนพลิกตัวแล้ว ที่นั้นแม้เทพดาได้ทำสัจจกริยาด้วย ๒ คาถา เป็นต้นว่า

"เราอยู่ที่เขาคันมาทน์สิ้นกาลนาน ใครๆอื่นผู้เป็นที่รักกว่าพ่อสามของแม่ไม่มีเลย ด้วยการกล่าวสัจจะนั้น ขอยาพิษในกายของพ่อสาม จงสูญหายไป"

ในเวลาจบสัจจกิริยาของเทพธิดานั้น สามดาบสเป็นผู้หายโรคลุกขึ้นได้ ความอัศจรรย์ทั้งปวงคือ ความหายโรค ๑ การกลับได้จักษุแห่งมารดาบิดา (ของสามดาบส) ๑ อรุณขึ้น ๑ ความที่ชนทั้ง ๔. นั้นปรากฎในอาศรมด้วยอานุภาพแห่งเทพดา ๑ ได้มีในขณะเดียวกัน

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อจะแสดงธรรมแก่พระราชา ได้กล่าวคาถาว่า

"นรชนใด เลี้ยงมารดาหรือบิดาโดยธรรม แม้เทพดาทั้งหลายก็ย่อมช่วยแก้ไขนรชน
ผุ้เลี้ยงมารดาบิดานั้น นรชนใดเลี้ยงมารดาหรือบิดาโดยธรรม นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญนรชนนั้นในโลกนี้นี่เอง เขาละไปแล้ว ย่อมบรรเทิงในสวรรค์.." ฯลฯ

(มงคลัตถทีปนี แปล เล่ม ๒ หน้า ๒๓๐ - ๒๓๓)

 
   
   
     
     
     
     
     
     
     
     
 
 
 
Webmaster
 

 
 
Copyright © 2014 by [ SUTA  SEEDANGGAM ] All rights reserved.
 
 
Revised: 07 พ.ย. 2557 21:30:39 +0700